แชร์

เบาหวาน(Diabetes) ระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? น้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน  และทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย

อัพเดทล่าสุด: 30 มิ.ย. 2026
เบาหวาน, เซเปี้ยนซ์, sapiens

เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? น้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน  และทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย

     เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยมากในคนไทยและเป็นโรคที่หลายคนมักมองข้ามเพราะในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน  หลายคนตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี  หรือพบเมื่อเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น ชาปลายมือปลายเท้า ตามัว แผลหายช้า ไตเสื่อม หรือโรคหัวใจ


ความน่ากังวลของเบาหวานไม่ใช่เพียงระดับน้ำตาลที่สูง แต่คือผลกระทบระยะยาวต่อหลอดเลือด เส้นประสาท ไต หัวใจ สมอง และดวงตา หากตรวจพบเร็วและดูแลอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมโรคได้ดี ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

เบาหวานคืออะไร?

เบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดจากร่างกายมีปัญหาเกี่ยวกับอินซูลิน ซึ่ง เป็นฮอร์โมนที่ช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน

ปัญหาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
  • ร่างกายสร้างอินซูลินได้น้อยลง
  • อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี หรือที่เรียกว่า “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน”
  • มีทั้งการสร้างอินซูลินลดลงและภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมกัน
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่นาน จะค่อย ๆ ทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่งผลต่ออวัยวะ สำคัญหลายระบบโดยเฉพาะ ไต ดวงตา เส้นประสาท หัวใจ และสมอง

เบาหวานระยะเริ่มต้นมีอาการหรือไม่? คำตอบคือ “ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ”

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เบาหวานเป็นโรคที่หลายคนไม่รู้ตัว ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถมีระดับน้ำตาลสูงต่อ เนื่องเป็นเวลาหลายปีโดยไม่รู้สึกผิดปกติ  จนกระทั่งตรวจเลือดจึงพบว่าเป็นเบาหวาน  หรือบางรายเริ่มรู้ตัวเมื่อมี ภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจมีอาการเตือน เช่น
  • กระหายน้ำบ่อย
  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน
  • หิวบ่อย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อ่อนเพลียง่าย
  • ตามัว
  • แผลหายช้า
  • คันผิวหนังหรือติดเชื้อราง่าย
  • ชาปลายมือ ปลายเท้า หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม
แต่ต้องเข้าใจว่าการไม่มีอาการไม่ได้แปลว่าไม่เป็นเบาหวานเพราะในระยะแรกเบาหวานมักดำเนินโรคแบบเงียบๆ จงสร้างภาพประกอบข้อความที่บรรยายเรื่องเบาหวานที่เขียนมา

ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรองเบาหวาน? ผู้ที่ควรตรวจคัดกรองเบาหวาน ได้แก่
  • อายุ 35 ปีขึ้นไป
  • มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนลงพุง
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • มีความดันโลหิตสูง
  • มีไขมันในเลือดสูง
  • มีภาวะไขมันพอกตับ
  • ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือด
  • มีอาการชาปลายมือปลายเท้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีแผลหายช้าหรือติดเชื้อง่าย
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจเลือดเป็นระยะ แม้จะยังไม่มีอาการน้ำตาลเท่าไรเรียกว่าเบาหวาน? การวินิจฉัยเบาหวานต้องอาศัยการตรวจเลือด ไม่ควรใช้ความรู้สึกหรืออาการเพียงอย่างเดียว โดยค่าที่ใช้บ่อย ได้แก่ น้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เรียกว่า Fasting Plasma Glucose หรือ FPG
  • ปกติ: น้อยกว่า 100 mg/dL
  • เสี่ยงเบาหวาน หรือ Prediabetes: 100–125 mg/dL
  • เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 126 mg/dL ขึ้นไป
โดยทั่วไปหากไม่มีอาการชัดเจนแพทย์มักพิจารณาตรวจซ้ำเพื่อยืนยันผล

ค่าน้ำตาลสะสม HbA1c HbA1c เป็นค่าที่สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา
  • ปกติ: น้อยกว่า 5.7%
  • เสี่ยงเบาหวาน: 5.7–6.4%
  • เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 6.5% ขึ้นไป
ข้อดีของ HbA1c คือไม่จำเป็นต้องอดอาหาร และช่วยให้เห็นภาพรวมของระดับน้ำตาลระยะยาวได้ดี การตรวจน้ำตาลหลังดื่มน้ำตาล 2 ชั่วโมง เรียกว่า Oral Glucose Tolerance Test หรือ OGTT
  • ปกติ: น้อยกว่า 140 mg/dL
  • เสี่ยงเบาหวาน: 140–199 mg/dL
  • เข้าเกณฑ์เบาหวาน: 200 mg/dL ขึ้นไป
การตรวจนี้มักใช้ในบางกรณี  เช่น  สงสัยเบาหวานแต่ผลตรวจอื่นยังไม่ชัดเจนหรือใช้คัดกรองเบาหวานขณะตั้ง ครรภ์ตามดุลยพินิจของแพทย์

น้ำตาลแบบสุ่ม
หากตรวจน้ำตาลแบบสุ่มได้ 200 mg/dL ขึ้นไป ร่วมกับมีอาการชัดเจน เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก น้ำหนักลด อาจเข้าเกณฑ์เบาหวานได้

ภาวะเสี่ยงเบาหวานคืออะไร?
ภาวะเสี่ยงเบาหวาน หรือ Prediabetes คือ ระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์เบาหวาน

ภาวะนี้สำคัญมากเพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน หากปรับพฤติกรรมอย่างจริงจัง เช่น ลดน้ำ หนัก ออกกำลังกายควบคุมอาหารและนอนให้เพียงพออาจช่วยชะลอหรือป้องกันการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ได้หลายคนมักมองว่า “ยังไม่เป็นเบาหวาน”  จึงไม่ต้องทำอะไรแต่ความจริงแล้วนี่คือช่วงที่ควรเริ่มดูแลสุขภาพ อย่างจริงจังที่สุด

เบาหวานหายได้ไหม?
คำตอบขึ้นอยู่กับชนิดของเบาหวาน ระยะของโรค และความหมายของคำว่า “หาย”
  • สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้ป่วยมักต้องใช้อินซูลินต่อเนื่อง เพราะร่างกายสร้างอินซูลินได้น้อยมากหรือแทบไม่ ได้เลย
  • สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีมากจนเข้าสู่ภาวะ ที่เรียกว่า “เบาหวานสงบ” หรือ Diabetes Remission หมายถึงระดับน้ำตาลกลับมาอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เข้าเกณฑ์ เบาหวาน โดยอาจไม่ต้องใช้ยาในช่วงเวลาหนึ่ง
ปัจจัยที่ช่วยให้เบาหวานชนิดที่ 2 สงบได้ดีขึ้น ได้แก่
  • ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
  • น้ำหนักลดลงอย่างเหมาะสม
  • ลดไขมันในช่องท้อง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ควบคุมอาหารจริงจัง
  • นอนหลับเพียงพอ
  • ลดเครื่องดื่มหวานและอาหารแปรรูป
  • ติดตามระดับน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามแม้ระดับน้ำตาลจะกลับมาดีก็ยังต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะเบาหวานสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หากน้ำหนักเพิ่มขึ้นพฤติกรรมเดิมกลับมาหรือการทำงานของตับอ่อนลดลงตามเวลา

ดังนั้นคำตอบที่เหมาะสมคือ เบาหวานชนิดที่ 2 บางรายสามารถควบคุมจนเข้าสู่ภาวะสงบได้แต่ไม่ควรเข้าใจ ว่า “หายขาดและไม่ต้องติดตามอีก”

ทำไมเบาหวานถึงทำให้ไตวาย?
ไตมีหน้าที่กรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือดภายในไตมีหลอดเลือดฝอยจำนวนมากที่ทำหน้าที่เป็นตัวกรอง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานหลอดเลือดเล็กๆในไตจะค่อยๆถูกทำลายทำให้ระบบกรองของไตเสื่อมลง

ในระยะแรกผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่เริ่มมีโปรตีนขนาดเล็กที่เรียกว่าอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ หากไม่ได้ตรวจปัสสาวะเฉพาะทาง อาจไม่รู้เลยว่าไตเริ่มมีปัญหา

เมื่อโรคดำเนินต่อไปไตจะกรองของเสียได้น้อยลง ค่าการทำงานของไตลดลงความดันโลหิตอาจสูงขึ้นมีอาการบวม เหนื่อยง่าย ซีด คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และในระยะรุนแรงอาจเข้าสู่ภาวะไตวายเรื้อรังจนต้องฟอกไต

เบาหวานทำลายไตอย่างไร? เบาหวานทำให้ไตเสื่อมผ่านหลายกลไก ได้แก่

  • น้ำตาลสูงทำลายหลอดเลือดฝอยในไต หลอดเลือดฝอยในไตเป็นตัวกรองที่ละเอียดมาก เมื่อน้ำตาลสูงเรื้อรัง ผนังหลอดเลือดจะหนาและเสื่อม ทำให้ การกรองผิดปกติ
  • โปรตีนรั่วในปัสสาวะ เมื่อไตเริ่มเสีย โปรตีนที่ควรอยู่ในเลือดจะรั่วออกทางปัสสาวะ การพบอัลบูมินในปัสสาวะเป็นสัญญาณเตือน สำคัญของโรคไตจากเบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย  ความดันที่สูงจะยิ่งเพิ่มแรงดันในหน่วยไต  ทำให้ไต เสื่อมเร็วขึ้น
  • การอักเสบและความเสื่อมของหลอดเลือด เบาหวานสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังและหลอดเลือดเสื่อม ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และทำให้ไตทำงานได้ แย่ลงตามเวลา

โรคไตจากเบาหวานมีอาการอย่างไร?
ระยะแรกมักไม่มีอาการ นี่คือเหตุผลที่ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไตเป็นประจำ อาการที่อาจพบเมื่อโรคมากขึ้น ได้แก่

  • เท้าบวม ขาบวม
  • ปัสสาวะเป็นฟอง
  • ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
  • ความดันโลหิตสูงขึ้น
  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้
  • คันตามตัว
  • ซีด
  • น้ำหนักขึ้นจากภาวะบวมน้ำ

หากรอให้มีอาการชัดเจนมักหมายความว่าไตอาจเสื่อมไปมากแล้วผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไตอะไรบ้าง? การติดตามไตในผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรดูเฉพาะค่า Creatinine อย่างเดียว เพราะในระยะแรกค่า Creatinine อาจยังดูปกติได้

การตรวจที่สำคัญ ได้แก่

  • eGFR : เป็นค่าประเมินการกรองของไต ช่วยบอกว่าไตทำงานได้ดีเพียงใด Urine Albumin-to-Creatinine Ratio หรือ UACR เป็นการตรวจปัสสาวะเพื่อดูว่ามีอัลบูมินรั่วออกมาหรือไม่ เป็นการตรวจสำคัญมากในการพบโรคไตจากเบาหวานตั้งแต่ระยะแรก
  • ความดันโลหิต:  ความดันโลหิตมีผลโดยตรงต่อการเสื่อมของไต ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรวัดความดันสม่ำเสมอ
  • ไขมันในเลือด: ไขมันสูงเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคไต จึงควรดูแลร่วมกัน ป้องกันไตวายจากเบาหวานได้อย่างไร?

การป้องกันไตวายจากเบาหวานต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนมีอาการ โดยเน้นการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลายด้านร่วมกัน แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเป้าหมายที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ตรวจปัสสาวะหาอัลบูมินเป็นระยะ
  • ตรวจค่า eGFR เพื่อติดตามการทำงานของไต
  • ลดอาหารหวาน เครื่องดื่มหวาน และอาหารแปรรูป
  • ลดเค็ม
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ในปัจจุบันมียาหลายกลุ่มที่ช่วยลดน้ำตาลและลดความเสี่ยงต่อไตหรือหัวใจได้ในผู้ป่วยบางกลุ่มแพทย์จะพิจารณาตามสภาพร่างกายโรคร่วม และผลตรวจของแต่ละบุคคล

เมื่อไรควรมาพบแพทย์?
ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หากมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
  • อายุ 35 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยตรวจน้ำตาล
  • มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
  • น้ำหนักเกินหรืออ้วนลงพุง
  • เหนื่อยง่าย ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำบ่อย
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • แผลหายช้า
  • ชาปลายมือปลายเท้า
  • ตามัว
  • เคยตรวจพบว่าน้ำตาลเริ่มสูง
  • เป็นเบาหวานอยู่แล้วแต่ไม่เคยตรวจไต
  • มีขาบวม ปัสสาวะเป็นฟอง หรือความดันสูง

การตรวจพบเร็วช่วยให้วางแผนดูแลได้เร็วลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

เบาหวานเป็นโรคที่มักไม่มีอาการในระยะแรกแต่สามารถส่งผลต่ออวัยวะสำคัญหลายระบบโดยเฉพาะไต หัวใจ ดวงตา และเส้นประสาท การรู้ระดับน้ำตาลของตนเองตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยงและดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เบาหวานไม่ใช่โรคที่ควรรอให้มีอาการก่อนจึงค่อยมาตรวจ เพราะเมื่อมีอาการชัดเจนบางครั้งโรคอาจดำเนินไปมากแล้ว การเริ่มตรวจวันนี้ อาจช่วยป้องกันโรคไต หัวใจ และภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์พร้อมดูแลสุขภาพของคุณและครอบครัวด้วยการตรวจคัดกรองวินิจฉัย และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมเพื่อให้คุณมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัย


บทความที่เกี่ยวข้อง
ช็อคโกแลตซีสต์
อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง: อาการปวดจาก Chocolate Cyst ช็อกโกแลตซีสต์ คุณผู้หญิงที่มีอาการปวดท้อง ปวดท้องอย่างไร สังเกตตนเองง่ายๆ เพื่อการรักษา ระวังป้องกัน
13 ก.ค. 2025
ปวดท้อง ปวดประจำเดือน
อาการปวดท้องน้อยจากการมีประจำเดือน Primary Dysmenorrhea เกิดจากการสร้างสาร prostaglandin มากกว่าปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อมดลูกหดรัดตัวรุนแรง เกิดอาการปวดเกร็ง ถ่ายเหลว หรือคลื่นไส้
21 ส.ค. 2025
Hantavirus, ไวรัสฮันตา, หนู
รู้ทันไวรัสฮันตาจากสัตว์ฟันแทะ แม้ไทยเสี่ยงต่ำแต่ต้องป้องกันเพื่อความปลอดภัย โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ชวนคุณเช็กวิธีดูแลบ้านให้สะอาดและห่างไกลจากพาหะนำโรค
9 พ.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy